การมีสุขภาพที่ดีและมีความมั่นใจในรูปร่างของตัวเองเป็นเป้าหมายของผู้หญิงจำนวนมาก หลายคนจึงเลือกใช้วิธีลดน้ำหนัก ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย การทำ Intermittent Fasting (IF) หรือการใช้ยาลดน้ำหนักในกลุ่ม GLP-1 Receptor Agonists ภายใต้การดูแลของแพทย์
อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงหลายคนกลับสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิดหลังน้ำหนักลดลง นั่นคือเส้นผมเริ่มหลุดร่วงมากกว่าปกติ หวีผมแล้วติดเป็นกำ หรือพบเส้นผมบนหมอนและในท่อระบายน้ำมากขึ้น จนอดสงสัยไม่ได้ว่า "การลดน้ำหนักทำให้ผมร่วงถาวรหรือเปล่า?" และข่าวดีคือ ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ คำตอบคือ “ไม่ใช่”
ภาวะผมร่วงหลังการลดน้ำหนักมักเป็น Telogen Effluvium (TE) หรือภาวะผมผลัดชั่วคราว ซึ่งเป็นการตอบสนองของร่างกายต่อความเครียดทางสรีรวิทยา และโดยทั่วไปสามารถฟื้นตัวได้เมื่อร่างกายกลับเข้าสู่ภาวะสมดุล กล่าวคือ เมื่อร่างกายได้รับพลังงานลดลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเกิดจากการจำกัดแคลอรี การอดอาหาร หรือการลดน้ำหนักในระยะเวลาสั้น ๆ ร่างกายจะเริ่มจัดลำดับความสำคัญของการใช้พลังงานใหม่ โดยสารอาหารและพลังงานจะถูกส่งไปยังอวัยวะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น สมอง หัวใจ ตับ และระบบภูมิคุ้มกันก่อน ขณะที่กระบวนการสร้างเส้นผมซึ่งไม่ใช่หน้าที่สำคัญต่อการอยู่รอดในระยะสั้น จะถูกชะลอลงชั่วคราว จึงอาจเปรียบได้ว่า ร่างกายกำลังเข้าสู่ "Power Saving Mode" และเลือกพักการทำงานของโรงงานผลิตเส้นผมไว้ก่อน

ในปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันว่ายาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 Receptor Agonists ทำลายรากผมหรือทำให้เกิดผมร่วงถาวรโดยตรง แต่การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วซึ่งอาจเกิดร่วมกับการใช้ยา รวมถึงการได้รับพลังงานหรือสารอาหารไม่เพียงพอ อาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดภาวะผมผลัดชั่วคราวได้ กล่าวคือ สิ่งที่ส่งผลต่อเส้นผมไม่ใช่ตัวยาโดยตรง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่เกิดขึ้นระหว่างการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วมากกว่า ทั้งนี้ ข้อมูลด้านความสัมพันธ์ระหว่างยากลุ่มนี้กับผมร่วงยังอยู่ระหว่างการศึกษาเพิ่มเติม และองค์ความรู้อาจมีการปรับปรุงในอนาคตเมื่อมีงานวิจัยใหม่ สิ่งสำคัญที่ควรต้องทำความเข้าใจคือ ภาวะนี้ไม่ได้หมายความว่ารากผมถูกทำลาย แต่เป็นการที่รากผมจำนวนมากเข้าสู่ระยะพักพร้อมกัน และสามารถกลับมาสร้างเส้นผมใหม่ได้เมื่อร่างกายได้รับการฟื้นฟูอย่างเหมาะสม

หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยคือ ทำไมช่วงที่กำลังลดน้ำหนัก ผมยังดูแข็งแรง แต่กลับเริ่มร่วงเมื่อผ่านไปหลายเดือน คำตอบอยู่ที่ วงจรชีวิตของเส้นผม (Hair Cycle) เมื่อร่างกายได้รับความเครียดจากการลดน้ำหนัก รากผมจะค่อย ๆ เปลี่ยนเข้าสู่ระยะพัก (Telogen Phase) ก่อน และใช้เวลาประมาณ 2–4 เดือน จึงจะเกิดการผลัดเส้นผมออกมา ดังนั้น ผมที่กำลังร่วงในวันนี้ อาจสะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกายเมื่อประมาณ 3 เดือนก่อน จึงอาจกล่าวได้ว่า "เส้นผมคือสมุดบันทึกประวัติศาสตร์ของร่างกาย" การเข้าใจช่วงเวลานี้จะช่วยลดความกังวล และทำให้สามารถมองย้อนกลับไปหาสาเหตุที่แท้จริงได้ง่ายขึ้น
แม้ว่าการลดน้ำหนักจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่หากรับประทานอาหารไม่สมดุล ร่างกายอาจได้รับสารอาหารบางชนิดไม่เพียงพอ ซึ่งส่งผลต่อการเจริญของเส้นผมได้ โดยเฉพาะโปรตีนและธาตุเหล็ก เพราะเส้นผมประกอบด้วยเคราตินซึ่งเป็นโปรตีนเป็นหลัก หากได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ ร่างกายจะนำโปรตีนไปใช้กับอวัยวะสำคัญก่อน ทำให้การสร้างเส้นผมลดลง ดังนั้น ผู้ที่กำลังลดน้ำหนักจึงควรได้รับโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสม โดยทั่วไปประมาณ 1.2–1.5 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน ทั้งนี้ ควรปรับให้เหมาะกับภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคลด้วย ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางทั่วไปสำหรับประชากรทั่วไป มิใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคล จึงควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนนำไปปรับใช้จริง

อีกปัจจัยหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ ธาตุเหล็กสะสมในร่างกาย (Ferritin) โดยเฉพาะในผู้หญิง ซึ่งมีโอกาสมีระดับธาตุเหล็กสะสมต่ำกว่าผู้ชาย เนื่องจากการสูญเสียเลือดระหว่างมีประจำเดือน งานวิจัยหลายฉบับพบความสัมพันธ์ระหว่างภาวะธาตุเหล็กสะสมต่ำกับผมร่วงในผู้ป่วยบางราย แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่มีข้อสรุปที่เป็นมาตรฐานเดียวกันว่าระดับ Ferritin เท่าใดจึงเหมาะสมที่สุดต่อการเจริญของเส้นผม ดังนั้น หากมีอาการผมร่วงต่อเนื่อง แพทย์อาจพิจารณาตรวจระดับ Ferritin ร่วมกับการตรวจเลือดอื่น ๆ เพื่อประเมินภาวะขาดธาตุเหล็กก่อนวางแผนการรักษา
การลดน้ำหนักและการดูแลเส้นผมสามารถทำควบคู่กันได้ หากให้เวลากับร่างกายในการปรับตัว แนวทางที่ช่วยลดความเสี่ยงของผมร่วง ได้แก่ การลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไปประมาณ 0.5–1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ รับประทานอาหารให้หลากหลายและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โดยเฉพาะโปรตีน ธาตุเหล็ก และสังกะสี รวมถึงพักผ่อนให้เพียงพอและจัดการความเครียดอย่างเหมาะสม สำหรับอาหารเสริม เช่น ธาตุเหล็ก สังกะสี หรือไบโอติน (Biotin) ควรใช้เมื่อมีข้อบ่งชี้หรือได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เนื่องจากหลักฐานทางวิชาการในปัจจุบันยังไม่สนับสนุนว่าการรับประทานไบโอตินช่วยลดผมร่วงในผู้ที่ไม่ได้มีภาวะขาดไบโอติน
สำหรับผู้ที่เคยปลูกผมแล้ว หากลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วหรือได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ก็อาจเกิดภาวะผมผลัดชั่วคราวได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม เมื่อวงจรของเส้นผมกลับเข้าสู่ภาวะปกติ รากผมก็สามารถกลับมาทำงานได้ตามปกติ ในทางกลับกัน หากมีอาการผมร่วงมากหลังการลดน้ำหนัก ก็ยังไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินใจปลูกผม เพราะในหลายกรณี เมื่อแก้ไขสาเหตุและร่างกายกลับเข้าสู่สมดุล เส้นผมสามารถกลับมาเจริญเติบโตได้เอง
ที่นามนิน คลินิก พญ.นิล นามทองต้น (ว44659) จะประเมินสาเหตุของผมร่วงอย่างละเอียด ทั้งด้านสุขภาพเส้นผม ภาวะโภชนาการ ฮอร์โมน และโรคประจำตัว เพื่อวิเคราะห์เป็นรายบุคคลว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นภาวะผมผลัดชั่วคราวที่สามารถฟื้นฟูได้ หรือจำเป็นต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติม เพราะการรักษาที่ดี เริ่มต้นจากการวินิจฉัยที่ถูกต้อง สุขภาพที่ดีไม่ควรต้องแลกกับเส้นผมที่สูญเสียไป และการรักษาที่ดีที่สุดก็เริ่มต้นจากการเข้าใจสาเหตุที่แท้จริง เพราะเมื่อร่างกายได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม เส้นผมก็มีโอกาสกลับมาเติบโตได้อีกครั้งอย่างเป็นธรรมชาติ
เอกสารอ้างอิง
Headington JT. Telogen Effluvium: New Concepts and Review. Arch Dermatol. 1993;129(3):356–363.
Harrison S, Sinclair R. Telogen Effluvium. Clin Exp Dermatol. 2002;27(5):389–395.
Malkud S. Telogen Effluvium: A Review. J Clin Diagn Res. 2015;9(9):WE01–WE03.
Almohanna HM, et al. The Role of Vitamins and Minerals in Hair Loss. Dermatol Ther (Heidelb). 2019;9:51–70.
Trost LB, Bergfeld WF, Calogeras E. The Diagnosis and Treatment of Iron Deficiency and Its Potential Relationship to Hair Loss. J Am Acad Dermatol. 2006;54(5):824–844.
Patel DP, Swink SM, Castelo-Soccio L. A Review of the Use of Biotin for Hair Loss. Skin Appendage Disord. 2017;3(3):166–169.